ความรักกับพันธะทางกฎหมาย

ความรักกับพันธะทางกฎหมาย

เมื่อความรักระหว่างคนสองคนสุกงอม ในช่วงเวลาที่มีวุฒิภาวะและอยู่ในฐานะที่พร้อมจะใช้ชีวิตร่วมกัน การแต่งงานและจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายนับเป็นหนึ่งใน องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้การใช้ชีวิตคู่หลังแต่งงานมีความมั่นคงและมีผลทางกฎหมายในสิทธิ์หลังสมรสตามมาอีกมาก ได้แก่

1. สิทธิ์ในทรัพย์สินทางกฎหมายร่วมกัน โดยเฉพาะส่วนที่หามาได้หลังการจดทะเบียน หรือที่เรียกว่าสินสมรส

2. สิทธิ์ในการเบิกค่ารักษาพยาบาลของคู่สมรสและบุตรธิดาที่จะตามมาในอนาคตจน ถึงอายุ 18 ปีบริบูรณ์

3. สิทธิ์ในการยินยอมให้คณะแพทย์รักษาความเจ็บป่วย ในกรณีผู้ป่วยโคม่าหรืออยู่ในภาวะไม่ได้สติ

4. สิทธิ์ในมรดกตกทอด เมื่อคู่สมรสเสียชีวิตไปก่อน

5. สิทธิ์ในการนำรายได้หลังสมรสแต่ละปีไปคำนวณเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้

6. สิทธิ์ในการรับเด็กมาเป็นลูกบุญธรรมที่มีผลทางกฎหมายอย่างถูกต้อง

พันธะทางกฎหมาย

จะเห็นได้ว่าเมื่อความรักมีการรับรองที่ชัดเจนและมีผลทางกฎหมายอย่างการจดทะเบียนสมรสควบคู่ด้วย แม้จะไม่สามารถการันตีความสำเร็จและความสุขของชีวิตคู่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็เป็นหนึ่งสิ่งที่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายตระหนักในหน้าที่สามีภรรยาที่ต้องมีความเอาใจใส่ดูแลซึ่งกันและกัน ร่วมรับผิดชอบในบุตรธิดาทั้งการให้ความรักความอบอุ่นและการศึกษาตามสมควร

ตลอดจนร่วมมือร่วมใจกันในการรักษาทรัพย์สินที่หามาได้และทำให้งอกเงยเพื่อความมั่นคงของฐานะครอบครัว เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น การจดทะเบียนสมรสยังเป็นการแสดงว่าคู่สมรสมีพันธะต่อกันทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการมีบุคคลที่สามเข้ามาคั่นกลางที่จะก่อความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวอันนำไปสู่การหย่าร้างในเวลาต่อมาได้ด้วย

ความรักกับ

อย่างไรก็ตาม ความรักไม่ได้มีข้อจำกัดเฉพาะระหว่างเพศชายและหญิงเท่านั้น ยังมีความรักระหว่างเพศเดียวกันที่มีความผูกพันและเอาใจใส่กันจนแทบไม่ต่างกับความสัมพันธ์แบบชายหญิง ซึ่งในปัจจุบันยังมีการแสดงออกที่เปิดเผยและเป็นที่ยอมรับในหลายประเทศ

ดังจะเห็นได้จากการมีกฎหมายให้คู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนแต่งงานกันอย่างเป็นทางการได้ ซึ่งในครั้งแรกของโลกเกิดที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2546 แล้วก็ตามมาด้วย ชาติต่าง ๆ อีกยี่สิบกว่าประเทศ เช่น แคนาดา สเปน สวีเดน ฝรั่งเศส อเมริกา เป็นต้น สำหรับในภูมิภาคเอเชีย ก็มีประเทศไต้หวันที่เป็นประเทศแรกและประเทศเดียวที่ผ่านกฎหมายอนุญาตให้บุคคลเพศเดียวกันแต่งงานกันได้เมื่อปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา

ส่วนในไทยและประเทศอื่น ๆ อีกหลายชาติ แม้จะยังไม่มีกฎหมายรับรองในส่วนนี้ เพราะยังมีข้อขัดแย้งในเรื่องการตีความและสิทธิ์ต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็เรียกได้ว่าสังคมมีการเปิดกว้างที่จะยอมรับสถานะการอยู่แบบสามีภรรยาของคนเพศเดียวกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งในส่วนของข้อกำหนดทางกฎหมายในอนาคตจะเป็นเช่นไรนั้น ก็จำเป็นต้องติดตามกันต่อไป